ส่วนที่28 คนตลบตะแลงผู้สร้างสรรค์

ส่วนที่28

ส่วนที่28

คนตลบตะแลงผู้สร้างสรรค์

ชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหาปีกัสโซในร้านอาหาร

แล้วเอ่ยว่า “ขอโทษจริง ๆ ครับที่รบกวน แต่ผมซื้อภาพวาดของคุณมาภาพหนึ่ง

มันไม่มีลายเซ็นกำกับ ผมเลยอยากให้คุณช่วยดูให้หน่อยว่าเป็นของแท้หรือเปล่า”

ปีกัสโซจึงถามว่า “คุณจ่ายเงินซื้อภาพไปเท่าไหร่” ชายคนนั้นตอบว่า “ห้าแสนปอนด์ครับ” แล้วปีกัสโซก็ตอบว่า “งั้นก็เป็นของแท้” นั่นเป็นคำตอบที่โดนใจผมมาก ปีกัสโซเป็นทั้งอัจฉริยะและคนตลบตะแลง หรืออย่างน้อยนั้นก็เป็นภาพที่เขาแสดงออกมาให้เห็น

แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ดูเหมือนความตลบตะแลงนั้น คือการมองสิ่งที่ผู้คนยึดถือเป็นจริงเป็นจังว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ

การปฏิเสธที่จะถูกจำกัดด้วยวิธีคิดแบบเดิม ๆ การมองว่ามันดูช่างน่าขำ การดีอกดีใจทุกครั้งที่ได้แหกออกจากวิธีคิดแบบเดิม ๆ มันคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังมาถูกทางแล้ว

เพราะบางครั้งเจ้าของวิธีคิดเหล่านั้นก็คือคนที่คุณไม่อยากทำตาม

สำหรับคนพวกนั้น การไม่ยอมทำตามวิธีคิดแบบเดิม ๆ เป็นพฤติกรรมของคนตลบตะแลง

ปีกัสโซเคยกล่าวไว้ว่า “รสนิยมคือศัตรูของความคิดสร้างสรรค์”

ความหมายของเขาก็คือ รสนิยมเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็น และเข้าใจตรงกัน

มันสอดคล้องกับมาตรฐานที่เรายอมรับ เราจึงรู้สึกสบายใจกับมัน

ผลลัพธ์ก็คือรสนิยมจะไม่นำไปสู่สิ่งใหม่ ๆ และไม่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

ปีกัสโซรู้เรื่องนี้ดี เขาจึงไม่แยแสคำดูถูกของคนอื่น

เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจเลยเวลามีคนมองภาพวาดของเขา แล้วพูดว่า

“ลูกฉันอายุแค่ 5 ขวบแต่วาดได้ดีกว่านี้อีก”

คำพูดดูแคลนของคนที่ไม่สนใจศิลปะกลับยิ่งทําให้เขา มั่นใจ

ลบบวกลบเป็นบวก

ปีกัสโซก็เลยไม่ใส่ใจ

อันที่จริงเขาสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความคิดสร้าง สรรค์กับความตลบตะแลงในแบบของตัวเองขึ้นมาด้วยซ้ำ

นั้นคือเหตุผลที่ทำให้เขาพูดว่า “ศิลปินชั้นปลายแถว เลียนแบบ ส่วนศิลปินชั้นยอดขโมย”

ความหมายก็คือ ศิลปินที่รู้สึกแย่กับการได้รับอิทธิพล จากคนอื่นจะไม่มีทางสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมา

พวกเขาจะเอาแต่กังวล

พวกเขาพยายามปกปิดและปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้รับ อิทธิพลใด ๆ เลย

แต่ศิลปินที่ใช้ชีวิตด้วยการหยิบฉวยทุกสิ่งที่ต้องการจาก ทุกหนทุกแห่งจะมีแรงผลักดันให้สร้างสรรค์ผลงาน

พวกเขาไม่มีเวลามานั่งกังวลกับสิ่งที่ทำลงไป เพราะยัง มีอย่างอื่นให้ทำอีกเยอะ

ปีกัสโซขโมยจากทุกแห่งเท่าที่ทำได้

ตอนยังหนุ่ม เขาขโมยจากมาเนต์ โลเทร็ค โกแก๊ง แวนโก๊ะ

จากนั้นก็ขโมยจากเซซานน์ มาติสส์ จาโคเมตติ และ ศิลปะพื้นเมืองแอฟริกัน

เดวิด เบลี่ย์ เคยปล่อยมุกตลกเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ผมฟังว่า

ถาม : “ปีกัสโซพูดว่าไงบ้างตอนรู้ข่าวว่าบราค”เสียชีวิต”

ตอบ : “ค่อยยังชั่ว!”

แอนดี้ วอร์ฮอล ก็คล้ายกับปีกัสโซ

ชายคนนี้ยกระดับความตลบตะแลงให้กลายเป็นศิลปะ รูปแบบหนึ่ง

การบอกว่าเขาเป็นคนตลบตะแลงก็ไม่ต่างจากการบอก ว่าเขากำลังใช้พู่กันวาดภาพ

การแหกออกจากวิธีคิดเดิม ๆ คือทางของเขาเลยทีเดียว

วอร์ฮอลเคยกล่าวว่า “ศิลปะคืออะไรก็ตามที่ทำแล้ว รอดตัวไปได้”

การรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองเป็นคนตลบตะแลงถือเป็นสถานะ ที่ทรงพลัง

เพราะคุณไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับไม่ได้ วาทะอันโด่งดังของวอร์ฮอลคือ เขารักสิ่งที่ดูจืดชืดน่าเบื่อ เขาชื่นชมสิ่งที่ไร้สาระและฉาบฉวย เขารักเงิน เขารักชื่อเสียง

นักวิจารณ์พยายามถล่มเขาด้วยคำวิจารณ์แรง ๆ แต่กลายเป็นว่าพวกเขาช่วยวอร์ฮอลโดยไม่รู้ตัว

นักวิจารณ์บอกว่าภาพของวอร์ฮอลมีแต่ความฉาบฉวย และไม่คุ้มที่จะชายตามอง

วอร์ฮอลก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน “ขอบคุณครับ เพราะผมชอบอะไรที่ฉาบฉวยและไม่คุ้มที่จะชายตามอง”

นักวิจารณ์บอกว่างานศิลปะของเขาเป็นแค่งานขยะและไร้แก่นสาร

วอร์ฮอลรู้สึกดีใจมากที่ได้รับคำชมเช่นนั้น “ผมเป็นคน ไร้แก่นสารสุด ๆ เลยครับ”

วอร์ฮอลเข้าใจดีว่า หากเขายึดมั่นในหลักการของตัวเอง คำวิจารณ์ก็มีแต่จะส่งเสริมให้มันทรงพลังยิ่งขึ้น

ก็เหมือนกับโฆษณารถโฟล์กสวาเกนยุคแรก ๆ ที่ทำโดย บริษัทดีดีบี

“ซังกะบ๊วย” คือข้อความที่เด่นหราอยู่ในโฆษณา

ข้อความโฆษณาในยุคแรก ๆ ระบุว่าผู้คนเรียกรถโฟล์กสวาเกนว่า “ถังเบียร์ติดล้อ” ด้วยซ้ำ

แถมพวกเขายังเปลี่ยนชื่อรุ่นรถเป็น “บีเทิล (แมลงเต่า ทอง)” ด้วย

ขณะที่บริษัทรถยนต์รายอื่นใช้ชื่อสัตว์ที่ดูปราดเปรียว อย่าง “มัสแตง (ม้าป่า)” และ “คูการ์ (เสือภูเขา)”

คนที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริงย่อมรู้คุณค่าของความตลบตะแลง

มันหมายถึงการก้าวข้ามความกลัวที่มีต่อความคิดเห็นของผู้อื่น

ถ้าอยากหลุดจากวิธีคิดแบบเดิม ๆ คุณก็เตรียมใจได้เลย ว่าคนอื่นจะไม่เห็นดีเห็นงามด้วย

พวกเขาจะไม่ชอบสิ่งที่คุณทำ

แต่นั่นก็คือจุดประสงค์ของเราไม่ใช่หรือครับ

crafty creator

A man walked in to find Picasso in a restaurant.

and said, “I’m really sorry to bother you But I bought one of your drawings.

There is no signature. I would like you to help see if it is genuine or not. “

Picasso asked “How much did you pay to buy the image?” “Five hundred thousand pounds.” And Picasso responded that “So it’s the real thing.” That was the answer that really resonated with me. Picasso is both a genius and a crafty person. Or at least that is the image he shows.

But in truth What appeared to be such perverse things Is to see what people really consider as being trivial.

Rejections that are limited by conventional thinking Looking at it looks funny Being happy every time you break away from the old way of thinking. It’s a sign that you’re on the right track.

Because sometimes, the owners of those thinking methods are the ones you don’t want to follow.

For those people Refusing to follow the same method of thinking It’s fraudulent behavior.

ส่วนที่28

แนะนำติชม : prosecuritytalk.com

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : google